การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการพลังงาน
ด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศ
มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) โดยพัฒนาระบบบริหารจัดการและขับเคลื่อนมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และวิเคราะห์แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญ
พัฒนาแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization Pathway) ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero
ด้านการจัดการพลังงาน
ลดการใช้พลังงานในองค์กรลงร้อยละ 5 ภายในปี 2570 เทียบกับปีฐาน 2566
ด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ดำเนินการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกครอบคลุมสถานประกอบการหลัก 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงานใหญ่ สำนักงานสาขา (สาทร) โรงงาน 1 (PSP 1) โรงงาน 2 (PSP 2) และโรงงาน 3 (PSP 3) โดยครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 อย่างเป็นระบบ
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปี 2568 (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดใน Scope 1, 2 และ 3
210,729
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต Scope 1 และ 2
7,773
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- การปล่อยทั้งหมดใน Scope 1, 2 และ 3 บริษัทฯ มีการปล่อยรวม 210,729 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงจากปี 2567 อย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงความก้าวหน้าในการควบคุมการปล่อยโดยรวม แม้ว่ายังสูงกว่าระดับปี 2566
- ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต Scope 1 และ 2 รวมอยู่ที่ 7,773 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า สะท้อนว่าบริษัทฯ ยังต้องติดตามการปล่อยทางตรงจากกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิดควบคู่กับการควบคุมประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
- Scope 1 มีปริมาณการปล่อย 3,707 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นจากปี 2567 โดยมีแหล่งปล่อยหลักจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
- Scope 2 มีปริมาณการปล่อย 4,066 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงต่อเนื่องจากสองปีก่อนหน้า สะท้อนผลเชิงบวกของการควบคุมการใช้ไฟฟ้าและการบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- Scope 3 มีปริมาณการปล่อย 202,956 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงจากปี 2567 แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปี 2566 โดยแหล่งปล่อยหลักยังคงมาจาก Category 1: Purchased Goods and Services โดยเฉพาะ Base Oil ซึ่งสะท้อนว่าความท้าทายสำคัญของบริษัทฯ อยู่ที่การจัดการการปล่อยในห่วงโซ่อุปทาน
ในด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูล รายงานการปลดปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กรปี 2568 ได้รับการทวนสอบจากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอในมาตรฐาน ISO14064-1 และการขอขึ้นทะเบียนรับรองกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
บริษัทฯ มีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยได้จัดตั้งคณะทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นกลไกหลักในการกำหนดทิศทางและผลักดันการดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาการจัดทำแผนเส้นทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Pathway) โดยมุ่งเน้นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้จริง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งเตรียมประยุกต์หลักการ Science Based Targets Initiative (SBTI)
บริษัทฯ เริ่มเชื่อมโยงข้อมูลด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยง โอกาส และตัวชี้วัดด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการเปิดเผยข้อมูล เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและความโปร่งใสในการรายงาน
สำหรับการปล่อยที่ยังไม่สามารถลดได้โดยตรง บริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาทางเลือกในการลงทุนในโครงการชดเชยคาร์บอน ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีมาตรฐานรองรับ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศตาม IFRS S2 และ TCFD ให้ครอบคลุมทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ Governance, Strategy, Risk Management และ Metrics and Targets ซึ่งจะช่วยยกระดับการกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น
ด้านการจัดการพลังงาน
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้วางแผนและดำเนินมาตรการด้านพลังงานอย่างเป็นระบบ เพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายระยะยาวในการลดอัตราการใช้พลังงานลงร้อยละ 5 ภายในปี 2570 เทียบกับปีฐาน 2566 ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพอุปกรณ์และกระบวนการทำงาน ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ภายในองค์กร
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ซื้อจากระบบมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 8,966,209 kWh ในปีฐาน 2566 เหลือ 8,559,171 kWh ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนผลเชิงบวกจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าภายในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาการใช้พลังงานรวม พบว่าในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 66,186,786 MJ/kWh สูงกว่าทั้งปีฐาน 2566 และปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักจากการใช้เชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจาก 702,000 เป็น 857,000 MJ/ลิตร ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทฯ ยังมีความท้าทายในการควบคุมการใช้พลังงานในภาพรวม
โครงการพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญคือ Solar Rooftop ระยะที่ 1 ซึ่งติดตั้งขนาดรวม 1.32 MW (กำลังใช้งานจริง 1.19 MW) สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1.79 ล้าน kWh/ปี ช่วยประหยัดค่าไฟประมาณ 7.1 ล้านบาท/ปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 930 tCO2e/ปี
ในโครงการกลุ่มการอนุรักษ์พลังงานความร้อน บริษัทฯ ดำเนินมาตรการที่ให้ผลประหยัดสูงสุดผ่านการปรับแผนการใช้น้ำมันเตาในระบบ Hot Oil No.8 ซึ่งประหยัดพลังงานได้ 676,837.73 MJ/ปี (มูลค่า 245,978.10 บาท/ปี หรือประมาณร้อยละ 3.41 ของพลังงานรวมปีฐาน) ควบคู่กับการลดการสูญเสียความร้อนจากการ Cool Down ระบบ Hot Oil ที่ประหยัดเพิ่มอีก 285,156.54 MJ/ปี (มูลค่า 103,617.93 บาท/ปี หรือประมาณร้อยละ 1.44)
ในโครงการกลุ่มการปรับปรุงระบบไฟฟ้าและกระบวนการผลิต บริษัทฯ ดำเนินหลายมาตรการที่ให้ผลประหยัดเป็นรูปธรรม ได้แก่ การจัดทำ Check List ห้อง MDB GP (ลดไฟฟ้า 29,233.15 kWh/ปี), การลดจุดรั่วในพื้นที่ Plant GP (22,084.92 kWh/ปี), การปรับเปลี่ยนมอเตอร์ในระบบ VRU (14,417.50 kWh/ปี), การปรับปรุงระบบ Circulate V1 (12,202.65 kWh/ปี), การแก้ไขระบบปรับอากาศ Control Room Plant 2 (6,051.46 kWh/ปี) และการปรับเปลี่ยนมอเตอร์ BS 150 (4,937.14 kWh/ปี)
ด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร บริษัทฯ ได้ดำเนินการอบรมและสร้างความตระหนักด้านการอนุรักษ์พลังงานให้แก่พนักงานมากกว่าร้อยละ 60 ของพนักงานทั้งหมด เพื่อผลักดันให้การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานประจำวัน
ในด้านการกำกับตามกฎหมาย ผลการดำเนินงานภายใต้มาตรการอนุรักษ์พลังงานของบริษัทฯ ได้ผ่านการตรวจรับรองและขึ้นทะเบียนโดยผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน (Energy Manager) จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ซึ่งยืนยันว่าบริษัทฯ ได้กำกับ ดูแล และบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างเป็นระบบตามที่กฎหมายกำหนด
ในระยะถัดไป บริษัทฯ จะมุ่งควบคุมและลดการใช้พลังงานในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพข้อมูลด้านพลังงานให้ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน การเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ เครื่องจักร และระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนการศึกษาแนวทางเพิ่มการใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ให้เต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น
ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ
ด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศ
การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสเชิงกลยุทธ์ของบริษัทฯ โดยในด้านความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) บริษัทฯ เผชิญแรงกดดันด้านกฎระเบียบและการเปิดเผยข้อมูลที่เข้มข้นขึ้นตามกรอบ TCFD และ IFRS S2 ประกอบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 3,707 tCO₂e และการปล่อย Scope 3 ที่สูงถึง 202,956 tCO₂e ซึ่งกระจุกตัวในห่วงโซ่คุณค่า (โดยเฉพาะวัตถุดิบ Base Oil) อันต้องอาศัยความร่วมมือจากคู่ค้าในการลดการปล่อย ขณะที่ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานในระยะยาว ในทางกลับกัน ประเด็นนี้เปิดโอกาส (Climate-related Opportunities) ที่สำคัญ ทั้งการลดต้นทุนผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานหมุนเวียน การเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO) ที่ผ่านการทวนสอบและขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการวางแผนเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำผ่านแผนเส้นทางลดการปล่อย (GHG Emission Pathway) และกลไกชดเชยคาร์บอน ทั้งนี้ บริษัทฯ บริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสดังกล่าวอย่างเป็นระบบตามกรอบ TCFD ครบทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การกำกับดูแล (Governance) กลยุทธ์ (Strategy) การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และตัวชี้วัดและเป้าหมาย (Metrics and Targets) เพื่อรองรับการเปิดเผยข้อมูลตาม IFRS S2 และสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
ด้านการจัดการพลังงาน
การบริหารจัดการพลังงานเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงาน ประสิทธิภาพการผลิต การปฏิบัติตามกฎหมาย และความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ในระยะยาว บริษัทฯ จึงวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวอย่างรอบด้าน เพื่อบริหารความเสี่ยงควบคู่กับการสร้างคุณค่าจากการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านความท้าทาย แม้บริษัทฯ จะสามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ซื้อจากระบบได้อย่างต่อเนื่อง เหลือ 8,559,171 kWh ในปี 2568 จากผลของมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่การใช้พลังงานรวมกลับเพิ่มขึ้นเป็น 66,186,786 MJ/kWh สูงกว่าทั้งปีฐาน 2566 และปี 2567 โดยมีสาเหตุหลักจากการใช้เชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนความท้าทายในการควบคุมการใช้พลังงานในภาพรวมและการบรรลุเป้าหมายลดอัตราการใช้พลังงานตามที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต้องยกระดับคุณภาพและความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลการใช้พลังงานแต่ละประเภท เพื่อให้สามารถติดตามแนวโน้ม เปรียบเทียบผล และประเมินประสิทธิภาพของมาตรการได้อย่างน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันการบริหารจัดการพลังงานยังต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงด้านการจัดการพลังงาน พ.ศ. 2552 และข้อกำหนดภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ในด้านโอกาส การลงทุนในมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานสร้างผลประหยัดที่เป็นรูปธรรมและคืนทุนได้จริง โดยเฉพาะโครงการ Solar Rooftop ระยะที่ 1 (1.32 MW) ที่ช่วยประหยัดค่าไฟประมาณ 7.1 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 930 tCO2e ต่อปี ควบคู่กับมาตรการด้านความร้อนและการปรับปรุงระบบไฟฟ้าที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานในกระบวนการผลิต การขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและการศึกษาแนวทางใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ให้เต็มศักยภาพ เปิดโอกาสให้บริษัทฯ ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว นอกจากนี้ การได้รับการตรวจรับรองและขึ้นทะเบียนโดยผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน (Energy Manager) ตามที่กฎหมายกำหนด ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้มีส่วนได้เสีย ขณะที่การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการสร้างจิตสำนึกของพนักงานมากกว่าร้อยละ 60 เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสนับสนุนการลดต้นทุนและเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า
ด้านสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ดำเนินการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดให้ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนขององค์กร เพื่อสนับสนุนการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมสร้างความพร้อมในการดำเนินธุรกิจภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว มีรายละเอียดดังนี้
- จัดตั้งคณะทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน และมาตรการด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
- จัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) เพื่อประเมินและจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 ตามความเหมาะสม
- ใช้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นฐานในการวิเคราะห์แหล่งกำเนิดการปล่อยที่มีนัยสำคัญ และกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมกับบริบทธุรกิจ
- ศึกษาและพัฒนาแผนเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Pathway) โดยมุ่งเน้นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้จริง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
- เชื่อมโยงการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการบริหารความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กร
- เตรียมความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับ IFRS S2 และหลักการของ TCFD ในด้าน Governance, Strategy, Risk Management และ Metrics and Targets
- ติดตาม ประเมินผล และรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจกต่อฝ่ายบริหารอย่างสม่ำเสมอ
- ศึกษาแนวทางการใช้กลไกการชดเชยคาร์บอนสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนที่ยังไม่สามารถลดได้ในระยะสั้น
- พัฒนาคุณภาพข้อมูลและแนวทางการเปิดเผยข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ด้านการจัดการพลังงาน
บริษัทฯ ดำเนินการบริหารจัดการพลังงานภายใต้คณะทำงานด้านการจัดการพลังงานที่มีความเชี่ยวชาญ ทำหน้าที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อนมาตรการอนุรักษ์พลังงานให้เป็นไปตามกฎหมายและเป้าหมายขององค์กร โดยมีการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสอบและประเมินการใช้พลังงาน การวิเคราะห์โอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพ การกำหนดมาตรการลดการใช้พลังงาน ไปจนถึงการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง มีรายละเอียดดังนี้